top of page
Playground Hills

มูลนิธิสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก

  1. ส่งเสริมการจัดการความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการป้องกันและลดอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อการพัฒนานโยบายและการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ

  2. ส่งเสริมความร่วมมือและเครือข่ายสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน องค์กร และชุมชน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในเด็กอย่างยั่งยืน

  3. พัฒนาสื่อและการเรียนรู้เพื่อความปลอดภัยในเด็ก ผลิตและเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้รับความรู้และทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยอันตรายรอบตัว

  4. เผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อสาธารณะ ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล เพื่อส่งต่อความรู้และแนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยให้เข้าถึงประชาชนวงกว้าง

  5. ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ สนับสนุนการพัฒนาและผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อเด็ก

  6. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีบทบาทในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม

618523.jpg

ความเป็นมา

            รองศาสตราจารย์ นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ คือผู้บุกเบิกงานการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และความรุนแรงในเด็กของประเทศไทย กว่าจะเป็นหมอที่ทำงานป้องกันการบาดเจ็บในชีวิตเด็ก จากประสบการณ์ในวงการแพทย์หลายสิบปี พบว่า “อุบัติเหตุและความปลอดภัยในเด็ก” มักเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตหรือพิการ และยังทำให้เกิดผลร้ายต่อจิตใจพ่อแม่และคนที่เกี่ยวข้อง จึงเริ่มต้นบุกเบิกตั้งใจที่จะทำงานที่ตนรักและสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในเด็ก ซึ่งความปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ (Safety right is a fundamental human right) เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลเพื่อให้เติบโต มีพัฒนาการที่ดี ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอยภัยอย่างเสมอภาคกัน

สร้างความปลอดภัย คือการให้ความรักและห่วงใย

จากบทสัมภาษณ์ของนิตยสาร Health Today ฉบับเดือนเมษายน 2562

618522_edited_edited_edited_edited.jpg

       เมื่อกล่าวถึง “ปัญหาสุขภาพของเด็กไทย” เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงเรื่องโรคต่าง ๆ เป็นอันดับแรก ทว่า ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่ในอดีตเคยมองข้าม และในปัจจุบันอาจคืบคลานมาสู่คนไทยยังไม่รู้ตัวก็คือไม่รู้ว่ากำลังเป็นปัญหาใหญ่ และยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของเด็กไทย นั่นคือ “ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในเด็ก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาเด็กตกน้ำ” ขึ้นมาได้อย่างน้อยปีเว้นปี

       รศ. นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมให้คำแนะนำและแนวทางในการสร้างความปลอดภัยให้กับลูกหลานของเราทุกคน อันจะช่วยให้เขาอยู่บนโลกนี้อย่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ มีศีลธรรม และมีทักษะชีวิตที่ดี

       ประเทศ​ไทย​เริ่ม​ให้​ความ​สำคัญ​เรื่อง “การ​ป้องกัน​การ​บาดเจ็บ​ใน​เด็ก” (Child injury prevention) เมื่อหน่วยเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คุณหมออดิศักดิ์สังกัดอยู่ในขณะนั้น ได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาปัญหาสุขภาพของเด็กไทยในช่วงปี พ.ศ. 2539 และพบว่า ร้อยละ 40 ของเด็กไทยที่เสียชีวิตในช่วงอายุ 1–15 ปี เสียชีวิตจาก “อุบัติเหตุ”

       “เมื่อรู้สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กไทยในตอนนั้นแล้ว เราจึงไปศึกษาข้อมูลของต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ก็พบว่าในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ สวีเดน เริ่มให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก พ.ศ. 2493 จากข้อมูลของแต่ละประเทศแสดงให้เห็นว่า เด็กในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีความสำคัญของเด็กเมื่อประเทศนั้นมีระดับเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น และมีอัตราการป่วยด้วยโรคติดเชื้อลดลง”

       “เมื่อนำข้อมูลของประเทศไทยในขณะนั้นมาวิเคราะห์ดู ปรากฏว่าสอดคล้องกับของต่างประเทศ โดยพบว่าอัตราการติดเชื้อในเด็กไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ประเทศไทยขยับจากประเทศรายได้ระดับต่ำมาเป็นรายได้ระดับปานกลาง ซึ่งอุบัติเหตุเริ่มกลายเป็นสาเหตุการตายของเด็กไทยแทนที่โรคติดเชื้อมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกวินิจฉัยอย่างเท่าทัน”

       “หน่วยเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงเริ่มต้นทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ในช่วงแรกต้องไปศึกษาต่อเรื่องการสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็กที่ประเทศสวีเดน ที่ถือกันว่ามีระบบและเป็นประเทศต้นเรื่องอันดับ 1 ของโลก เป็นประเทศที่มีบุคคลสำคัญชื่อว่า ศาสตราจารย์ Ragnar Berfenstam ท่านเป็นผู้ริเริ่มเรื่องนี้มาแต่ต้น ผู้ริเริ่มการทำงานแบบบูรณาการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 โดยทำตั้งแต่ระดับทักษะชีวิตไปจนถึงการออกกฎหมายของสวีเดน ช่วยให้อัตราการตายของเด็กจากอุบัติเหตุลดลงอย่างมากจนได้รับการยกย่องให้เป็น “The Father of Child Injury Prevention” ผมจึงเขียนจดหมายถึงท่านว่า ประเทศไทยกำลังจะเริ่มทำเรื่องนี้ ผมต้องการไปเรียนรู้จากท่าน ตอนที่เขียนจดหมายก็ไม่ทราบว่าอายุท่านเท่าไหร่ ที่ท่านตอบกลับมาจึงทราบว่าอายุท่านกว่า 80 ปีแล้ว แต่ท่านก็ยังตอบจดหมายแนะนำให้ผมติดต่อไปยังศาสตราจารย์ที่สถาบัน Karolinska Institute ที่สต็อกโฮล์ม ผมไปอยู่ที่นั่น 2 ปี ได้ศึกษาถึงเรื่องความปลอดภัยในเด็กและการจัดการด้านนโยบายโดยร่วมในโครงการชื่อ Safe Community ระหว่างนั้นมีโอกาสได้ศึกษาประวัติการทำงานของศาสตราจารย์ Ragnar Berfenstam ทั้งหมด แล้วนำมาปรับใช้ในประเทศไทย”

       นี่คือก้าวแรกของการส่งเสริมความปลอดภัยให้กับเด็กไทย ตามมาด้วยการได้รับทุนวิจัยจากองค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2542–2545 รวมทั้งการก่อตั้ง “ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี” ขึ้นในปี พ.ศ. 2545 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราการตายของเด็กจากอุบัติเหตุต่าง ๆ

       “ในการเริ่มต้นจัดตั้งศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก เราได้รับคำแนะนำจาก ศ. นพ.ประเวศ วะสี สาธารณกิจกุลบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในสมัยนั้น เนื่องจากท่านรณรงค์เรื่องการไม่สูบบุหรี่มาก่อน จึงทราบดีว่าการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่สร้างความรู้จากงานวิจัยเท่านั้น แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับประชาชนไปถึงระดับสูงสุดคือในนโยบายกฎหมาย”
       “ซึ่งทั้งหมดนี้มีตั้งแต่การสร้างความรู้ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่ การเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ ฯลฯ คือต้องทำทั้งระบบ รวมเรียกว่า ‘ระบบสร้างเสริมสุขภาพ’ ศูนย์วิจัยฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อทำงานทั้งระบบดังที่กล่าวมา โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ” คุณหมออดิศักดิ์กล่าวเสริม

618512.jpg
618511.jpg

การป้องกันต้องทำทั้งระบบ

     หลังจากก่อตั้งศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ทางศูนย์วิจัยฯ ก็ได้ค้นพบว่า นอกจากอุบัติเหตุจะเป็นเหตุนำการเสียชีวิตของเด็กแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือ “การจมน้ำ” เป็นสาเหตุอันดับ 1 ซึ่งไม่มีใครหรือหน่วยงานใดระบุข้อมูลนี้ไว้เลย

     “ในปี พ.ศ. 2545 มีเด็กอายุ 1–15 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 3,600 คน ในจำนวนนี้ 1,600 คนเสียชีวิตจากการจมน้ำ รองลงมาคือ ความปลอดภัยทางถนน และสาเหตุอื่น ๆ ตามลำดับ เราจึงเริ่มทำการวิจัยว่าอะไรคือสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของปัญหาเหล่านี้ โชคดีที่ในปี พ.ศ. 2546 มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพขึ้นมา ซึ่งกองทุนฯ นี้เน้นการทำงานทั้งระบบ

     เราจึงเสนอ ‘โครงการเด็กไทยปลอดภัย’ เข้าไป ตั้งใจจะทำตั้งแต่การสร้างเสริมทักษะชีวิตผ่านภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดยมีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์ศาสตราจารย์ฯ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ ได้รับการสนับสนุนหลักจากกองทุนนี้ตั้งแต่แรกเริ่มการก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน”

     ผลจากการทุ่มเททำงานแบบบูรณาการของศูนย์วิจัยฯ มาเป็นเวลากว่า 16 ปี ปัจจุบันจำนวนการเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุได้ลดลง จาก 3,600 คนต่อปีในสมัยนั้น เหลือ 2,200 คนต่อปี และจำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำก็ลดลงด้วยเช่นกัน โดยลดลงจาก 1,600 คนต่อปี เหลือ 750 คนต่อปี เรียกได้ว่าลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งเด็กที่มีอัตราการตายจากอุบัติเหตุตกลงเร็วที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี

     “จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี พบสาเหตุการเสียชีวิตแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พฤติกรรมของเด็กเอง ตัวผู้ดูแล และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ และเด็กจะสนใจทุกสิ่งรอบตัว เรามักเห็นเขาเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ หยิบของใส่ปาก หรือแม้กระทั่งเผลอหน้าวูบลงไปในถังน้ำ 

     ดังนั้นจุดสำคัญจึงมาจากทั้ง “ผู้ดูแล” และ “สิ่งแวดล้อมเสี่ยงภายในบ้าน” ที่จริง ๆ แล้วพ่อแม่อาจไม่สังเกตอย่างชัดเจน เช่น ตำแหน่งปลั๊กไฟที่อยู่ต่ำเกินไป กาน้ำร้อนที่ตั้งไว้บนโต๊ะแล้วมีสายไฟห้อยต่ำลงมา ถังน้ำ ตุ่มน้ำ บ่อเลี้ยงปลา ที่เด็กอาจชะโงกหน้าไปดูแล้วล้มคว่ำศีรษะจมน้ำลงไป เป็นต้น แต่พ่อแม่กลับไม่รู้สึกว่าเป็นอันตรายต่อเด็ก เนื่องจากเป็นสิ่งที่คุ้นเคยมาตลอด ประกอบกับไม่เคยมีใครบอกเขาว่าอันตรายแค่ไหน 

     รวมถึงการรู้สึกว่า “ไม่เป็นไร” ของพ่อแม่ เช่น ปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียวแล้วเดินไปรับโทรศัพท์ เพราะคิดว่าเป็นแค่เพียงเสี้ยววินาทีคงไม่เป็นไร แต่จริง ๆ แล้ว “เผลอเรอชั่วขณะ” ทั้งที่รู้ว่าเด็กวัยนี้อาจมีอุบัติเหตุเสียชีวิตได้ ด้วยความที่คิดว่าไม่เป็นไร สุดท้ายจึงนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุ”

     ดังนั้นศูนย์วิจัยฯ จึงเริ่มทำกรณีตัวอย่างเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเด็ก มีการให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย เช่น ระดับความสูงของปลั๊กไฟควรอยู่ห่างจากพื้น 1.5 เมตร รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยออกไปว่าเรา สามารถให้ความรู้แก่เขาผ่านช่องทางใดได้บ้าง โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ สื่อสารสาธารณะต่าง ๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีสื่อสังคมออนไลน์ 

     นอกจากนี้ศูนย์วิจัยฯ ได้ไปสำรวจข้อมูลว่าพ่อแม่ได้รับความรู้ในการดูแลลูกจากที่ใดบ้าง เช่น พ่อแม่ต้องพาลูกมาฉีดวัคซีนพื้นฐาน เราก็ไปปรึกษากับกระทรวงสาธารณสุข ขอเพิ่มเรื่องการดูแลความปลอดภัยในเด็กลงไปในสมุดสุขภาพผู้ได้ไหม เปลสอนแพทย์และพยาบาลให้ช่วยให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองตอนพามาฉีดวัคซีนด้วยเสียเลย รวมทั้งไปคุยกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคว่าของเครื่องใช้ของเด็กต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยหรือมีคำเตือน เช่น เด็กกับอ่างน้ำขนาดลึกที่มีขนาดความสูงกว่าข้อคอนิดหน่อย เพราะระยะนั้นถ้าน้ำสูงประมาณ 40–45 เซนติเมตร สามารถลอยกะทุงจมขึ้นมาได้ ต้องติดป้ายคำเตือนไว้ว่า “อันตราย เด็กอาจจมน้ำเสียชีวิตได้”

     สุดท้ายยังเกิดเป็นป้ายคำเตือนขึ้นมา เหล่านี้เป็นการสื่อสารสู่ครอบครัวนอกเหนือไปจากการจัดห้องเรียนสอนพ่อแม่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่การทำเพียงทางเดียวคงไม่พอ ไม่ทันเวลา ต้องพยายามหาช่องทางเพิ่มความรู้ สร้างความตระหนักให้กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่จะเป็นคนไปเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย”

Playing soccer

Call 

123-456-7890 

Email 

Follow

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

© 2025 มูลนิธิสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก

bottom of page